รกฟ้า

รกฟ้า

ชื่ออื่น ๆ : กอง (อุตรดิตถ์-สุโขทัย-พิษณุโลก-สงขลา), ชะลีก (เขมร-บุรีรัมย์), สพิแคล่ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), เชือก, เชียก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-อีสาน), คลี้ (ส่วย-สุรินทร์), เชือก (สุโขทัย), ฮกฟ้า (พายัพ), ชะลีก (เขมร-พระตะบอง)
ชื่อสามัญ : T. tomentosa W. & A.
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia alata
วงศ์ : COMBRETACEAE
ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ จะแตกกิ่งก้านสาขาตรงเรือนยอดของต้น ซึ่งแน่นทึบ เปลือกของลำต้น จะเป็นสีเทาค่อนข้างดำ และแตกเป็นสะเก็ด ลำต้นจะมีความสูงประมาณ 10-30 เมตร
  • ใบ : จะเป็นสีเขียว เมื่อใบยังอ่อนจะมีขนเป็นสีน้ำตาล ปกคลุมประปราย แต่เมื่อแก่ขนนี้ก็จะหลุดร่วงไปเอง ลักษณะของใบจะเป็นรูปมนรี ตรงปลายใบและโคนใบจะมน ตรงปลายจะเป็นติ่งทู่ ๆ ยาวออกมาเล็กน้อย ขอบใบเป็นคลื่น ๆ ใบจะมีความกว้างประมาณ 3-5 นิ้ว และยาว 5-12 นิ้ว
  • ดอก : เวลาที่รกฟ้าจะออกดอกนั้น จะต้องผลัดใบออกหมดก่อนแล้วดอกจะแตกออกเป็นสีขาวสะพรั่งเต็มต้น ดอกของพรรณไม้นี้จะออกเป็นช่อ ๆ และมีขนาดเล็ก ดอกบานเต็มที่ประมาณ 3-4 มม.
  • ผล : จะเป็นแบบผลแห้ง แข็ง มีความกว้างประมาณ 2.5-5 ซม. และยาวประมาณ 0.3-0.4 ซม. จะมีปีกหนาและเป็นมัน กว้างกว่าผลประมาณ 5 ซม. จะมีเส้นปีกลากจากแกนกลาง ไปยังขอบปีกในแนวราบ เป็นจำนวนมาก ภายในผลจะมีอยู่ 1 เม็ด

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ราก และเปลือก ใช้เป็นยา
สรรพคุณ :

  • ราก ใช้ขับเสมหะ
  • เปลือก นำไปต้มน้ำกินรักษาอาการท้องร่วง อาเจียน ขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ใช้ภายนอกเป็นยาห้ามเลือด และใช้ชะล้างบาดแผล

 

 


ลำเจียก

ลำเจียก

ชื่ออื่น ๆ : ลำปาง, ปะหนัน, รัญจวน, ลำจวน, เตยทะเล, การะเกด, ปาแนะ, กาแกด, ดอกกาบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus odoraissimus
วงศ์ : PANDANACEAE
ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม อยู่ในประเภทเดียวกับต้นเตย ลักษณะของลำต้นจะแตกเป็นกอใหญ่ มีลำต้นสูงประมาณ 4-6 เมตร บริเวณโคนต้นจะมีรากอากาศโผล่ออกมา
  • ใบ : มีสีเขียว ลักษณะคล้ายกับใบสับปะรด คือจะใหญ่ ยาวและหนา ขอบใบเป็นจัก มีหนามแหลม ใต้ท้องใบมีแกนกลาง
  • ดอก : จะโผล่ออกมาจากกลางลำต้นพอดี ซึ่งดอกนี้จะเริ่มบานในเวลาตอนเย็นและมีกลิ่นหอมฉุน

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามชายน้ำ จะต้องการความชื้นและน้ำในปริมาณที่มาก ปลูกขึ้นดีในดินอุดมร่วนซุย หรือดินเหนียวปนทรายอุ้มน้ำได้ดี วิธีการขยายพันธุ์โดยการแยกกอหรือหน่อ
ส่วนที่ใช้ : ราก , ดอก
สรรพคุณ :

  • ราก ของลำเจียกมีรสเย็นและหวานเล็กน้อย นำมาปรุงเป็นยาแก้พิษเสมหะ พิษไข้ พิษเลือด ขับปัสสาวะ และรากอากาศที่โผล่ออกมาจากโคนต้นนั้น ปรุงเป็นยาแก้หนองใน แก้นิ่ว แก้ระดูขาวมีกลิ่นเหม็น แก้ปัสสาวะพิการ
  • ดอก รสหอมเย็น แก้ลม บำรุงหัวใจ

อื่น ๆ : เป็นพรรณไม้ในวรรณคดีไทยที่กล่าวไว้ ซึ่งมีในเรื่องนิราศธารทองแดง อิเหนา ดาหลัง รามเกียรติ์ สมุทรโฆษคำฉันท์

 

หญ้าใต้ใบ

หญ้าใต้ใบ

ชื่ออื่น ๆ : มะขามป้อมดิน (ภาคเหนือ), หมากไข่หลัง (เลย), ไฟเดือนห้า (ชลบุรี), เตียงจูเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus urinaria Linn.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE
ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลักษณะของลำต้นตั้งตรง ลำต้นมีความสูงประมาณ 4-16 นิ้ว ลักษณะของลำต้นเรียบไม่มีขน ข้อ และกิ่งก้านเป็นสีแดง
  • ใบ : ใบออกเป็นใบรวม มีใบย่อยเรียงสลับกันเป็น 2 แถว ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรี ปลายใบแหลมสั้น หรือมน โคนใบกลมมน หลังใบมีเป็นเขียว ส่วนใต้ท้องใบเป็นสีเขียวเทา ใบมีขนาดเล็ก กว้างประมาณ 2-5 มม. ยาวประมาณ 5-15 มม. ก้านใบสั้น
  • ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก เป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ดอกเพศผู้และเพศเมียจะแยกกันอยู่คนละดอก
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปกลมแบน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มม. ผิวเปลือกนอกขรุขระ ผลอ่อนเป็น สีเขียว เมื่อแก่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ข้างในผลเป็นรูปสามเหลี่ยม สีน้ำตาล ผลออกเรียงเป็นแถวอยู่ใต้ก้านใบ

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่พบขึ้นเองตามสวน หรือที่รกร้างขึ้นได้ดีในเกือบทุกประเภท ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ทั้งลำต้น
สรรพคุณ :

  • ลำต้น ใช้ลำต้นสดประมาณ 30-60 กรัม (แห้ง 15-30 กรัม) นำมาต้มหรือคั้นเอาน้ำกิน เป็นยา แก้บิดถ่ายเป็นมูกเลือด ตับอักเสบ แก้ไข้ นิ่ว ขับปัสสาวะ ลำไส้อักเสบ ไตอักเสบบวมน้ำ โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต้อตาและเป็นโรคตาแดง หรือใช้ภายนอกในการตำพอก แผลที่บวมอักเสบ บริเวณริมปาก และศีรษะ เป็นต้น

ตำรับยา :

  1. เป็นไตอักเสบโดยเฉียบพลัน ให้ใช้ลำต้นแห้ง กับจั่วจิเช่า ในปริมาณอย่างละ 10 กรัม และเจียะอุ้ยแห้ง จีจูเช่าแห้ง ใช้อย่างละ 15 กรัม นำมาต้มรวมกันเอาน้ำกิน
  2. เด็กที่เป็นโรคขาดสารอาหาร ตาฟาง ให้ใช้ลำต้นแห้งประมาณ 15-20 กรัม นำมาตุ๋น ผสมกับตับหมู และตับไก่ให้รับประทาน
  3. โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือเป็นนิ่วให้ใช้ลำต้นสด ผักกาดน้ำสด ต้นผีเสื้อน้ำสด ในปริมาณอย่างละ30 กรัม กูดงอแงสด ประมาณ 15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินตำรับยา (สัตว์) : 1. สัตว์เลี้ยงเป็นโรคบิด ให้ใช้ต้นสดประมาณ 250-500 กรัม นำมาตำคั้นเอาน้ำหรือใช้ผสมกับอาหารให้กิน
  4. ลูกหมูเป็นบิด ถ่ายออกเป็นมูกเลือด ให้ใช้ลำต้นสดประมาณ 30 กรัม หญ้ากระต่ายจันทร์สด ประมาณ 12 กรัม นำมารวมกันตำคั้นเอาน้ำให้กินวันละ 2 ครั้ง
  5. วัว ตาเป็นต้อกระจก ตาฟาง ให้ใช้ลำต้นสด เถาสังวาลพระอินทร์สด และดอกเก๊กฮวย ในปริมาณอย่างละ 250 กรัม นำมาต้มเอาน้ำให้กิน

 

 


กรรณิกา

กรรณิกา

 ชื่ออื่น ๆ : กันลิกา

ชื่อสามัญ : Night Jasmine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes arbortristis Linn.
วงศ์ : VERBENACEAE
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มที่มีขนาดเล็ก จนถึงขนาดกลาง
  • ใบ : ใบหนา ค่อนข้างแข็ง ลักษณะโคนใบมน ปลายใบแหลมขนาดใบโตเท่ากับใบมะยม พื้นผิวใบหยาบ สากระคายมือ
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ คล้ายกับดอกพริกป่าหรือดอกพุดฝรั่ง ลักษณะของดอก โคนดอกเป็นหลอด ปลายดอกแยกเป็นกลีบประมาณ 5-7 กลีบ มีลักษณะเป็นจานคล้ายรูปกงจักรดอกมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่วนก้านดอกมีสีแดง หรือสีส้ม (แสด)

การขยายพันธุ์ : เป็นพันธุ์ไม้ที่มักปลูกไว้เป็นไม้ประดับตามบ้าน ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง เจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมร่วนซุย ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง
ส่วนที่ใช้ : ใบ, เปลือก, ดอก
สรรพคุณ :

  • ใบ ใช้แก้โรคปวดตามข้อ แก้ไข้ เป็นยาระบาย ยาขับน้ำดี ยาขมเจริญอาหาร ยาแก้ตานขโมย
    วิธีใช้ใบ ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำ หรือใช้ผสมกับน้ำตาลดื่ม
  • เปลือก ใช้เปลือกชั้นใน แก้ปวดศีรษะ
    วิธีใช้ ด้วยการต้มเปลือกน้ำดื่มหรือนำไปผสมกับปูนขาวก็จะให้เป็นสีแดง
  • ดอก แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน ราก เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บำรุงผิวหนังให้สดชื่น แก้ลมและดี แก้ผมหงอก แก้อุจจาระเป็นพรรดึก แก้ไอใช้ต้มหรือฝนรับประทาน

ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบอยู่ทั่วไป ในทวีปเอเชียเขตร้อน เช่น ในประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดีย และในประเทศไทย เป็นต้น


กล้วย

กล้วย

ชื่ออื่น ๆ : กล้วยหอม กล้วยใต้ กล้วยพุทธมาลี กล้วยน้ำว้า กล้วยพัด กล้วยหอมจัทน์ กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว กล้วยน้ำ กล้วยน้ำไท กล้วยเล็บมือ กล้วยนาก กล้วยส้ม กล้วยหักมุก กล้วยหอม กล้วยมณีอ่อง
ชื่อสามัญ : Lacantan, Sucrier,Red Fig Banana,Banana Flower,Martinigue Banana,Travellers tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa paradisiacal L.Var. sapientum O.Ktze
วงศ์ : MUSACEAE
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นที่เห็นจะเกิดจากก้านหุ้มซ้อนกันจะมีลำต้นขนาดใหญ่และสูงประมาณ 25 เมตร
  • ใบ: จะมีสีเขียว เป็นแผ่นยาวประมาณ 1.53 เมตร กว้าง 40-60 ซ.ม เส้นของใบจะขนานกันแกนใบจะเห็นได้ชัดเจน ก้านใบยาวกว่า 30 ซม.ดอก : มีลักษณะที่ห้อยย้อยลงมายาวประมาณ 60-130 ซม. เป็นช่อหนึ่งเรียกว่า หัวปลี และตามช่อนั้นจะมีกาบหุ้มช่อมีสีแดงปนม่วงเป็นรูปกลมรี ยาว 15-30 ซม. ส่วนที่เป็นฐานดอกจะมีตัวเมีย ส่วนปลายจะมีเกสรตัวผู้ ช่อดอกที่จะเจริญกลายเป็นผลนั้น เกสรตัวเมียและผู้จะร่วงไป
  • ผล : เมื่อดอกเจริญกลายเป็นผลแล้วซึ่งผลนี้ จะประกอบด้วยหวีกล้วย เครือละ 7-8 หวี ในแต่ละหวีจะมีกล้วยอยู่ประมาณ 10 กว่าลูก ผลจะมีรูปร่างอย่างไรขึ้นอยู่กับ ชนิดของต้น เมื่อผลออกมาใหม่ ๆ จะมีสีเขียวแต่พอแก่พอที่จะรับประทานได้จะเป็นสีเหลือง น่าทานมาก แต่ละต้นจะให้ผลครั้งเดียวเท่านั้น

ส่วนที่ใช้ : ยางกล้วยจากใบ ผลดิบ ผลสุก(ทุกประเภท) ผลดิบ หัวปลี
สรรพคุณ :

  • ยางกล้วยจากใบ ใช้ห้ามเลือด โดยใช้ยางกล้วยจากใบหยอดลงที่บาดแผล
  • ผลดิบ แก้โรคท้องเสีย ยาฝาดสมาน แผลในกระเพาะอาหารและอาหารไม่ย่อย โดยใช้กล้วยดิบทั้งลูก บดกับน้ำให้ละเอียดและใส่น้ำตาล รับประทาน(หรือไม่อาจใช้กล้วยดิบตากแห้งบดเป็นผงเก็บไว้ใช้ในยามที่จำเป็น อาจใช้ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำอุ่นกิน)
  • ผลสุก ใช้เป็นอาหาร เป็นยาระบายสำหรับผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหรือผู้ที่อุจจาระแข็ง
    วิธีใช้โดยใช้กล้วยสุก 2 ผล ปิ้งกินทั้งเปลือก
  • หัวปลี แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ แก้โรคโลหิตจาง และลดน้ำตาลในเลือด

 

 


กาลพฤกษ์

กาลพฤกษ์

ชื่ออื่น ๆ : ราชพฤกษ์ กาลพฤกษ์ ไชยพฤกษ์(ภาคกลาง) เปลือกขม(ปราจีน) กาลส์(เขมร)
ชื่อสามัญ : Horse Cassia
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia grandis Linn.
วงศ์ : LEGUMINOSAR
ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่มีขนาดย่อมจนถึงขนาดกลาง ลักษณะลำต้นคล้ายต้นราชพฤกษ์ หรือต้นคูน
  • ใบ : ใบมีลักษณะเป็นใบเล็ก ๆ มีลักษณะคล้ายแคฝรั่ง หรือใบขี้เหล็ก คือปลายใบแหลม ใบบางเรียบ
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ มีสีชมพูแกมสีขาว เกสรดอกมีสีเหลือง ดอกมีลักษณะคล้ายกับดอกต้นเชอรี่ มีกลิ่นหอม
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นฝักกลม มีสีดำ เนื้อในของฝักมีสีขาว และแห้งจะซ้อนกันเป็นชั้นๆ ฝักหนึ่งยาวประมาณ 38-40 นิ้ว

ส่วนที่ใช้ : เนื้อในฝัก เปลือกและเมล็ด
สรรพคุณ :

  • เนื้อในฝัก ใช้ปรุงเป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้พิษไข้
  • เปลือกและเมล็ด ใช้ทานทำให้อาเจียน เป็นยาถ่ายพิษไข้

 

 


ข่าตาแดง

ข่าตาแดง

ชื่ออื่น ๆ : ข่าตาแดง
ชื่อสามัญ : –
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia officinarum Hance
วงศ์ : –

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ลงหัวและต้นเมื่อมันแตกขึ้นเป็นกอจะเหมือนกับข่าใหญ่ แต่ต้นจะเล็กและสั้นกว่าข่าใหญ่เล็กน้อย แต่โตกว่าข่าลิงสักหน่อย
  • ใบ : จะมีลักษณะเช่นเดียวกับข่าใหญ่
  • หน่อ : เมื่อมันแตกหน่อจะมีสีแดงจัด เราเรียกว่าตาแดง แต่กลิ่นและรสนั้น จะหอมฉุนกว่าข่าใหญ่ หน่อนั้นใช้เป็นผักปรุงอาหาร

การขยายพันธุ์ : ด้วยการแยกหน่อเอามาปลูก
ส่วนที่ใช้ : ต้น ดอก ใบ และหัว
สรรพคุณ :

  • ต้น ใช้รักษาบิด ชนิดที่ตกเป็นโลหิต
  • ดอก ใช้ทารักษาเกลื้อน
  • ใบ ใช้ทารักษากลาก หัว ใช้รับประทานขับลมให้กระจาย บรรเทาอาการฟกช้ำ บวมและรักษาอาการพิษ ใช้นำหัวข่าโขลกแล้วคั้นกับน้ำส้มมะขามเปียกและเกลือประมาณ 1 ชาม แกงเขื่อง ๆ ให้หญิงที่คลอดบุตรใหม่ ๆ รับประทานให้หมด ใช้เป็นยาขับโลหิตที่เน่าในมดลูกและช่วยขับลมในลำไส้ นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาระบายอยู่ในตัวด้วย รักษาอาการพิษโลหิตทำ รักษษบาดทะยักปากมดลูกด้วย

 

คอนสวรรค์

คอนสวรรค์

ชื่ออื่น ๆ : สนก้างปลา, พันสวรรค์,เข็มแดง,แข้งสิงห์,( กรุงเทพฯ ), คอนสวรรค์ (เชียงใหม่)

ชื่อสามัญ : –
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomea quamoclit Limm.
วงศ์ : CONVOLVULACEAE

ลักษณะทั่วไป:

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ลมลุก จะมีอายุนานประมาณ 1 ปี ลำต้นจะเลี้อยพันกัน ลำต้นจะเล็กและเรียวมีผิวเกลี้ยง
  • ใบ : ใบจะเป็นรูปไข่หรือเป็นรูปขอบขนานกัน และมีความกว้างประมาณ 1-6 ซม. ความยาวประมาณ1-9 ซม. ตรงขอบใบจักเป็นแฉกลีกเป็นแบบขนนก ข้างละประมาณ 9-19 แฉก แฉกนั้นอาจจะอยู่ ตรงข้ามกันหรือเรียงสบับกันส่วนก้านใบจะยาวประมาณ 8-40 มม. ตรงโคนก้านมักจะมีหูใบปลอม
  • ดอก : ดอกจะออกเป็นช่อตามง่ามใบจะมีอยู่ประมาณ 2-6 ดอกจะมีก้านช่อดอกยาวประมาณ 1.5-14 ซม. ก้านดอกนั้นยาว 5-20 มม. เมื่อเป็นผลจะใหญ่ขึ้นเป็นรูปกระบอง กลีบรองกลีบดอกจะเป็นรูปขอบ ขนานกัน หรือเป็นรูปช้อนแกมขอบขนาน ตรงปลายมน คู่นอกนั้นยาวประมาณ 4-4.5 มม. คู่จะยาว กว่าเล็กน้อย ผิวเกลี้ยง กลีบดอกนั้นจะเชื่อมติดกันเป็นทรงแจกมีความยาวประมาณ 2-3 ซม. ปลาย ของมันจะแยกออกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก จะมีสีแดง หรือบางทีจะมีสีขาว
  • เกสร : เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียนั้นจะโผล่พันกลีบดอก ส่วนเกสรตัวผู้จะมีขนอยู่ที่โคน
  • รังไข่ : รังไข่นั้นจะมีลักษณะผิวเกลี้ยง

มล็ด (ผล) : ผลเมื่อแห้งจะเป็นรูปไข่มีความยาวประมาณ 6-8 มม. ส่วนเมล็ดนั้นจะมี 4 รูปขอบขนายแกมไข่ มี ความยาวประมาณ 5-6 มม. มีสีน้ำตาลดำ หรือสีดำ
การขยายพันธุ์ : โดยการใช้เมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น และเมล็ด ใช้เป็นยา
สรรพคุณ :

  • ทั้งต้น เป็นยาเย็น ใช้รักษาพิษงูกัด และเป็นยานัตถุ์ ยารุ
  • ใบ นำมาตำทำเป็นยาพอกริดสีดวงทวารที่มีเลือดออก รักษาสิวหัวช้าง หรือฝีฝักบัว
  • เมล็ด ใช้เป็นยาระบายและเป็นยาบรรเทาอาการปวดท้อง

ถิ่นที่อยู่ :
พรรณไม้นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเขตร้อนและได้กระจายแพร่พันธุ์เอง ตามป่าละเมาะหรือ ตามที่รกร้างว่างเปล่า ตามไร่ ตามนา ขึ้นในระดับสูงประมาณ 1,200 ม. มักนิยมปลูกกันเป็นไม้ประดับ


ชบา

ชบา

ชื่ออื่น ๆ : ดอกใหม่, ใหม่แดง, ใหม่ (เหนือ), ชุมบา, ชบาขาว, ชุมมา (ปัตตานี), บา, ชะมา (ใต้)
ชื่อสามัญ : Shoe Flower
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus rosa-sinensis Linn.
วงศ์ : MALVACEAE

ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดย่อม อยู่ในจำพวกพู่ระหง ลำต้นนั้นมีความสูงประมาณ 6-7 ฟุต หรืออาจสูงได้ถึง 12 ฟุต เป็นพรรณไม้เนื้ออ่อน ส่วนเปลือกนั้นจะเหนียวมาก
  • ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยวเป็นสีเขียว ใบโตและฐานใบกว้าง ลักษณะรูปใบมน ตรงปลายใบของมันจะแหลม ริมใบจะเป็นจักใหญ่คล้ายกับฟันเลื่อย เมื่อเราเด็ดมาขยี้จะมีเมือกเหนียว ๆ ใบมีความยาวประมาณ 6 ซม. และกว้างประมาณ 5-7 ซม.
  • ดอก : ดอกจะออกเดี่ยว ๆ อยู่ระหว่างใบ และมีกลีบอยู่ 5 กลีบ ดอกนั้นจะมีอยู่หลายสีคือ สีแดง สีขาว และสีเหลือง ตรงปลายดอกจะมนและกลม
  • เกสร : จะมีก้านเกสรยาว และจะยื่นออกมาพ้นจากกลางดอก จะมีเกสรตัวผู้เป็นสีเหลืองเกาะอู่หนาแน่นบนท่อเกสร ส่วนเกสรตัวเมียนั้นจะอยู่ตอนปลายสุดของก้านดอก

การขยายพันธุ์ : โดยการปักชำกิ่ง หรือวิธีตอนกิ่งก็ขึ้นง่าย มีดอกตลอดปี
ส่วนที่ใช้ : ใบ ดอก ราก ใช้เป็นยา
สรรพคุณ :

  • ใบ ใบประมาณ 5-10 ใบ นำใบมาล้างให้สะอาด แล้วตำรวมกับใบพุดตาน จำนวนเท่า ๆ กัน ใช้พอกคางทูม วันละ 2 เวลา เช้า-เย็น หรือจะใช้ใบชบา และใบพุดตานผสมกับ น้ำผึ้งแล้วเคี่ยวให้ขึ้น ใช้ทาตามบริเวณที่เป็นคางทูมก็ได้ ในใบนั้นจะมีสารที่เป็นเมือกเช่นเดียวกับราก ถ้าเอามาทาตามผิวหนังจะทำให้ผิวหนังนั้นชุ่มชื้น(emollient) และเป็นยาระบาย เพื่อจะไปหล่อเลี้ยงลำไส้ให้ลื่น
  • ดอก ใช้ปริมาณพอควร ชงกับน้ำ ใช้ดื่มเพื่อลดอาการไข้ ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ดอกแดง นำมาแกงเลียงกินเพื่อบำรุงน้ำนม ถ้าไม่มีดอกก็ใช้ใบอ่อนแทนก็ได้ นอกจากนี้แล้วดอกชบา ยังทำให้เป็นหมันได้
  • รากสด ใช้ประมาณ 1 กำมือ นำมาโขลกให้ละเอียด พอกรักษาพิษฝี และอาการฟกบวม หรือใช้ต้มกับน้ำกิน เพื่อขับน้ำย่อยอาหาร เป็นยาเจริญอาหาร ในรากชบานั้นจะมีสารที่เป็นเมือก (mucilage) อยู่ ใช้ Althea แทนรากได้ จะทำให้ชุ่มชื้น

อื่น ๆ : หญิงชาวจีนใช้กลีบชบามาย้อมผมและคิ้วให้เป็นสีดำ นอกจากนี้ยังใช้น้ำคั้นจากกลีบ ดอกผสมกับน้ำมันโอลีฟ (Olive Oil) ในอัตราส่วนที่เท่ากัน แล้วนำไปเคี่ยวให้น้ำระเหยจนหมด ใช้ทาที่ศีรษะเป็นยาบำรุงผม ทางเชียงใหม่ใช้ดอกเป็นอาหาร และใช้รากต้มเป็นยาขับระดูเสีย ส่วนจีนและญวนใช้เปลือกเป็นยาขับระดู
ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศที่มีอากาศร้อน เช่น มาเลเซีย ไทย จีน และหมู่เกาะฮาวาย และเป็นดอกประจำชาติ ของประเทศมาเลเซีย
ตำรับยา :

  1. ใบ จะมีรสฝาดชุ่มคอ ใช้รักษาเลือดกำเดาออก คางทูม รักษาแผลบวมอักเสบ
  2. ดอก จะมีรสชุ่มคอ และเย็น ใช้ละลายเสมหะ รักษาอาการไอ เลือดกำเดาออก รักษาโรคบิด ตกขาว และแผลบวมอักเสบ
  3. รากสด ใช้พอกรักษาฝี รักษาอาการฟกบวมอันเนื่องมาจากการอักเสบ ใช้กินภายในเป็นยาขับน้ำย่อยอาหาร ทำให้อาหารมีรส รักษาประจำเดือนมาไม่ปรกติ และรักษาอาการตกเลือด
  4. รากและเปลือก ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปรกติ รักษาอาการไอ ขับเสมหะ รักษาหลอดลมอักเสบ และมดลูกอักเสบ

 

 

ชะมวง

ชะมวง

ลักษณะทั่วไป :
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นมีขนาดย่อมจนถึงขนาดกลาง
  • ใบ : จะมีลักษณะแข็งและยาวหนา คล้ายกับใบมะดัน
  • ดอก : ดอกนั้นเล็ก กลีบดอกจะแข็งเช่นมะดันสีนวลเหลือง และมีกลิ่นหอม ดอกจะดกมาก ใหญ่ประมาณ 10-15 มม.

การขยายพันธุ์ : โดยการใช้เมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ใบและผล ใช้เป็นยา
สรรพคุณ :

  • ใบและดอก ใช้เป็นยาระบายท้อง รักษาโรคไข้กัดฟอกเสมหะ รักษาธาตุพิการ
  • ใบอ่อนและผล ยังใช้ปรุงเป็นอาหารกิน จะมีรสเปรี้ยวคล้ายใบมะดัน ถ้ากินมาก ๆ จะทำให้ท้องระบายคล้ายดอกขี้เหล็ก

ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มักจะขึ้นตามป่าชื้นทางภาคใต้และภาคตะวันออก ทางภาคกลางก็มีปลูกกันบ้าง