ชะเอม

ชะเอม

ชะเอมไม้ยืนต้น ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยมีขนาดเล็ก ที่โคนก้านใบมีต่อมใหญ่1 ต่อม ดอกอัดแน่น เป็นช่อกลม ออกตามปลายยอด ดอกมีขนาดเล็ก รูปกรวยปลายแยก 5 แฉกเล็กๆ เกสรผู้จำนวนมากยาวยื่นพ้นกรวยดอก ดอกมีกลิ่นหอมผล เป็นฝักแบนยาว ปลายเรียว ฝักแก่สีน้ำตาลมีเมล็ด 5-8 เมล็ด พบตามป่าละเมาะ เชิงเขา ป่าชายทะเล
ชื่อวิทยาศาสตร์         Albizia myriophylla Benth

วงศ์                           LEGUMINOSAE
ชื่อท้องถิ่น                 โดยทั่วไปเรียกกันว่า ชะเอมป่า ส่วนทางภาคเหนือเรียก ส้มป่อยหวาน ตราดเรียก ตาลอ้อย
 ลักษณะของพืช
     ต้นชะเอมป่า เป็นพืชยืนต้นชนิดหนึ่งแต่เป็นต้นไม้ขนาดกลาง ลักษณะใบชะเอมป่าเล็กเป็นฝอยละเอียด คล้ายกับต้นส้มป่อยต้นหยงหรือกระถิน ดอกสีขาวเป็นช่อลักษณะฟูดอกเล็กๆ ส่วนฝักนั้นมีลักษณะบิดงอมีหนามตามกิ่งก้านตลอดจนลำต้นด้วย ดอกมี ลักษณะพิเศษเพราะมีกลิ่นหอมส่วนเนื้อในของเนื้อไม้มีรสหวานแบบชะเอมจีน
 การปลูก
ต้นชะเอมป่านี้ปรากฏว่าชอบขึ้นอยู่ ตามเชิงเขา ป่าดงหรือในป่าไม้ เบญจพรรณ ปะปนอยู่กับพันธุ์ไม้ยืนต้นอื่นๆ แต่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทยพบว่ามีขึ้นอยู่มากกว่าภาคอื่นๆ การปลูกต้องตอนเอากิ่งไปปลูกหรืออาจจะใช้เมล็ดเพาะก็ได้ กว่าจะเติบโตก็จะต้องดูแลให้ดีด้วยการพรวนดินใส่ปุ๋ย ไม่ให้วัชพืชมารบกวนความเจริญเติบโต
 สรรพคุณ
ราก-แก้กระหายน้ำ เป็นยาระบาย เนื้อไม้-ขับเสมหะ แก้ไอ รักษา เลือดออกตามไรฟัน ดอก-ช่วยย่อยอาหาร
  • การใช้ในตำรายาแผนโบราณ :
    1. ราก      – แก้กระหายน้ำ เป็นยาระบาย
    2. เนื้อไม้   – ขับเสมหะ แก้ไอ รักษาเลือดออกตามไรฟัน
    3. ดอก     – ช่วยย่อยอาหาร

รสและสรรพคุณ

ต้นหรือแก่นเอามาต้มดื่มแก้โรคในคอ แก้ไอ ทำให้ ชุ่มคอ แก้น้ำลายเหนียว แก้ลม บำรุงธาตุ บำรุงกำลังและกล้ามเนื้อราก เอามาต้มดื่มเป็นยาระบายได้ดี ใบ เอามาต้มดื่มเป็นยาขับระดูในสตรีส่วนดอกเอามาต้มจิ้มน้ำพริกก็ได้ ต้มดื่มก็ดี ช่วย ย่อยขับเสมหะดีมาก

 

 


ส้มเช้า

ส้มเช้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Euphorbia neriifolia  L. (E. ligularia  Roxb.)

วงศ์ :   Euphorbiaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-5 เมตร กิ่งก้านเป็นเหลี่ยม มีหนามแข็งตามมุม เรียงเป็นแถวตามยาว มีน้ำยางขาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-6 ซม. ยาว 10-15 ซม. ดอกช่อ รูปถ้วย ออกตามกิ่งก้าน ใบประดับสีเหลือง ดูคล้ายกลีบดอก ดอกย่อยแยกเพศ อยู่ในช่อเดียวกัน ไม่มีกลีบดอก ผลแห้ง

สรรพคุณ :
  •   –  โขลกตำพอก ปิดฝี แก้ปวด ถอนพิษดี
  • ยาง
    –  เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับพยาธิ แก้จุก แก้บวม
    –  ทำให้อาเจียน เบื่อปลาเป็นพิษ
    –  แก้ท้องมาน พุงโร ม้ามย้อย
    –  แก้ไข้จับสั่นเรื้อรัง ขับน้ำย่อยอาหาร


กระต่ายจันทร์

กระต่ายจันทร์

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าจาม(เชียงใหม่) กะต่าย หญ้ากะต่ายจาม หญ้าต่ายจาม กะต่ายจาม กระต่ายจาม(ภาคกลาง) หญ้ากระจาม(สุราษฎร์) หญ้าจาม(ชุมพร) เหมือดโลด(นคาราชสีมา) โฮ่วเกี๋ยอึ้มเจี๋ยะเช้า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Centipeda minima (Linn.) A.Br. & Ascher
วงศ์ : COMPOSITAE
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นทอดนอนไปตามพื้นดินที่ชื้นเย็น ขนาดเล็ก ส่วนปลายจะแตกกิ่งก้านชูตั้งขึ้น ลำต้นที่อ่อนบางต้นก็จะมีขนยุ่ง หรือบางต้นก็ค่อนข้างเรียบ
  • ใบ : ใบออกดก ลักษณะของใบเล็ก โคนใบสอบแคบ ปลายใบมน ริมขอบใบเว้าหยักเป็นง่าม ข้างละ 2-3 หยัก ขนาดของใบกว้างประมาณ 2-7 มม. ยาวประมาณ 4-22 มม. ใบอ่อนใต้ท้องใบมีขน พอแก่ขนนั้นก็จะหลุดออกเกลี้ยง
  • ดอก : ดอกออกเป็นกระจุก ตามบริเวณง่ามใบของมัน ลักษณะของดอกค่อนข้างกลมแบน ปลายกลมจักเป็นซี่ ๆ ขนาดของดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-4 มม. วงนอกของดอกมีกลีบดอกเป็นสีขาว ดอกวงในมีกลีบดอกเป็นสีเหลือง หรืแต้มสีม่วง ฐานดอกจะนูนไม่มีก้านดอก
  • เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ยาว 1 มม. ส่วนปลายจะหนา เปลือกนอกมีขนเล็กน้อยสีขาว

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบตามชายฝั่งแม่น้ำตามนาข้าวหรือตามที่ชื้น เช่นเดียวกับตะไคร้น้ำ ขยายพันธุ์ด้วยวีธีการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบ เมล็ด
สรรพคุณ :

  • ลำต้น เป็นยาแก้ระงับพิษ ดับพิษสุรา แก้โรคเยื่อบุตาอักเสบ บำรุงสายตาดี ริดสีดวงทวาร โรคมาลาเรีย ฟันผุ เกี่ยวกับทางเดินอาหาร ใส่แผล วิธีการใช้ ด้วยนำเอาลำต้นที่แห้งทำเป็นยาชง ดื่มกิน หรืออาจใช้ลำต้นสด เอามาตำให้ละเอียดแล้วทำเป็นยาพอกที่แก้มแก้โรคปวดฟัน
  • ใบและเมล็ด ใช้บดเป็นผงเป็นยาทำให้จาม
  • เมล็ด ใช้เป็นยาขับพยาธิ

 

 


กระวาน

กระวาน

ชื่ออื่น ๆ : กะวาน กระวานเทศ
ชื่อสามัญ : cardamom
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Elettaria cardamomum, Maton.
วงศ์ : ZINGIBFERACEAE

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น: ลักษณะต้นแบน มีความสูงประมาณ 1.75-3.60 เมตร
  • ใบ : ใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ใบกว้างประมาณ 2.5-12.5 ซม. และมีความยาวประมาณ 29-75 ซม.
  • ดอก : ออกเป็นช่อ มีสีขาวแกมเขียว ก้านช่อนั้นจะผุดออกมาจากลำต้นที่ติดอยู่กับดิน
  • ผล : มีลักษณะเป็นรูปรี กลมเกลี้ยง และเป็นกลีบที่ประกบติดกันแน่นอยู่ 3 กลีบ ผลของมันยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว และหนาประมาณ 0.2 นิ้ว ในผลนั้นจะมีเมล็ด ซึ่งจะเป็นสีน้ำตาล มีเนื้อเยื่อใส หุ้มอยู่ มีกลิ่นหอม รสชาดเผ็ดร้อนและในแต่ละผลจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 10 เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ ผล(เมล็ด) หัวหน่อ ราก
สรรพคุณ :

  • ใบ เป็นยากระตุ้น หรือขับลมให้ลงสู่เบื้องล่าง แก้ไข้เชื่อมซึม ลดไข้
  • ผล (เมล็ด) ในเมล็ดจะมีน้ำมันหอมระเหย ประมาณ 3-6 % ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ กระจายโลหิต กระจายเสมหะ ขับลมผาย ขับลมและใช้ปรุงแต่งกลิ่นอาหารด้วย
  • หัวหน่อ เป็นยาขับพยาธิ ในเนื้อเยื่อให้ออกมาทางด้านผิวหนัง
  • ราก ขับเลือด ที่เน่าเสียให้ลงสู่เบื้องล่าง

ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ปลูกในเมืองแมเลบา และมีอยู่บนภูเขาสูงในประเทศอินเดีย

 

กระเทียม

กระเทียม

ชื่ออื่น ๆ : หอมเทียม (ภาคเหนือ) กระเทียมขาว หอมเทียม(อุดรธานี) เทียม หัวเทียม (ภาคใต้-ปัตตานี)
ชื่อสามัญ : Garlic
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium sativum Linn.
วงศ์ : AMARYLLIDACEAE
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุกมีเนื้ออ่อน ต้นจะสูงประมาณ 30-45 ซม.
  • หัว : หัวอยู่ในดิน ประกอบด้วยหัวเล็ก ๆ หลายหัวรวมกัน ยาวประมาณ 1-4 ซม. มีเปลือกนอกสีขาวหุ้มอยู่ 2-3 ชั้น
  • ใบ : เป็นสีเขียวแก่ ใบแบน แคบ ยาวประมาณ 30-60 ซม. กว้างประมาณ 1-2.5 ซม. ส่วนโคนของใบจะหุ้มซ้อนกัน ด้านล่างมีรอยพับ เป็นสันตลอดความยาว ปลายใบจะแหลม
  • ดอก : จะมีสีขาวแต้มสีม่วง หรือขาวอมชมพู ดอกออกเป็นช่อ ดอกติดเป็นกระจุกอยู่บนก้านช่อดอกที่ยาว ประกอบด้วยดอกหลายดอก กลีบดอกมี 6 กลีบ รูปยาวแหลม ยาวประมาณ 6 มิลิเมตร และจะมีกาบหุ้มเป็นจงอยยาว ก้านดอกยาวเล็ก อับเกสรหันหน้าออกข้างนอก

การขยายพันธุ์ : ใช้หัวในการขยายพันธุ์ ชอบอากาศเย็นจะปลูกได้ดีในดินร่วนซุยที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะที่จะปลูกในต้นฤดูหนาว
ส่วนที่ใช้ : ส่วนที่อยู่ในดิน หัว (Bulb) หรือกลีบ (Cloves) หัวใช้สดหรือแห้ง
สรรพคุณ : ใช้เป็นอาหาร คือเป็นส่วนผสมเพื่อแต่งกลิ่นหายาใช้ผสมกับขิงอย่างละเท่า ๆ กัน แล้วนำมาบดละลายกับน้ำอ้อยกิน จะแก้รัตตะปิตตะเสมหะ แก้เสมหะและลม แก้ฟกช้ำ แก้อืด กระจายโลหิต ผสมยารักษาโรคมะเร็งเพลิง มะเร็งคุด มะเร็งเปื่อยทั้งตัว ผสมกับยาแก้ไอ แก้จุกเสียด แก้ลมบ้าหมู แก้ลิ้นแข็ง ช่วยบำรุงอาหาร ผสมในยาแก้ท้องอืด แก้เจ็บท้อง ริดสีดวงทวาร ผสมยาทาแก้คลายเส้น แก้เมื่อย แก้กลาก แก้โรคผิวหนัง ผสมกับน้ำมันองคสูตรแก้ริดสีดวงทวาร คัน ฟกช้ำ บวม เมื่อใช้ผสมน้ำนมหรือน้ำกะทิสดคั้นใช้ขับพยาธิเส้นด้าย กินอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ก็จะขับออก นอกจากนี้ เนื่องจากกระเทียมมีรสร้อน สามารถปริมาณ โคเลสเตอรอลในเลือดได้ ทำให้ลดการอุตตันของเส้นเลือดเป็นต้น
ตำรับยา

  1. แก้ความดันโลหิตสูง เอากระเทียมประมาณ 250 หัว แช่กับเหล้าขาว ประมาณ 1 ลิตร ใช้เวลานาน 6 อาทิตย์ รินเอาน้ำใสใส่ขวดใช้รับประทานครั้งละครึ่งช้อนกาแฟ ตอนเช้าวันละ 1 ครั้ง
  2. แก้โรคแผลเน่าเปื่อย เอากระเทียมมาขูดเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือบดให้ละเอียด นำมาพอกที่แผล ปิดผ้านาน 20 นาทีแล้วแก้ออก จากนั้นก็ล้างด้วยน้ำที่สะอาด ทำเป็นประจำทุกเช้า-เย็น
  3. แก้โรคกลากเกลื้อน นำเอาใบมีดมาขูด หรือกีดผิวหนังที่เป็นกลาก เกลื้อน ให้พอเลือดซึม แล้วใช้กระเทียมขยี้ หรือทา 5-10 ก็จะแห้งหายไป
  4. แก้ไขมันอุตตันในเส้นเลือด ใช้หัวกระเทียมที่ปอกเปลือกแล้วใส่ในภาชนะที่เป็นไห หรือโหลไว้ใส่น้ำผึ้งชนิดบริสุทธิ์ลงผสมให้ท่วมหัวกระเทียม แล้วปิดฝาให้มิดชิดดองทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ กินก่อนนอน วันละ 3 หัวพร้อมน้ำยากินติดต่อกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์
  5. ฆ่าเชื้อโรคภายในปาก ใช้กระเทียมบดให้ละเอียดแล้วคั้นกรองเอาน้ำ ออกใช้ผสมกับน้ำอุ่น 5 เท่า และผสมเล็กน้อย ใช้บ้วน กลั้วคอ ฆ่าเชื้อโรคในลำคอ ปาก ช่วยรักษาต่อมทอนซิลอักเสบ และปากให้หายเหม็นได้
  6. แก้จุกเสียดแน่นอืดเฟ้อ เอากระเทียม 5-7 กลีบ บดละเอียด เติมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลและเกลือนิดหน่อย ผสมให้เข้ากันและเอาน้ำดื่มกิน หลังอาหารทุกมื้อ ช่วยแก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อยปวดท้อง เป็นต้น

ข้อมูลทางเภสัชวิทย

สารสกัดจากกระเทียมมีฤทธิ์เป็นantioxidant สารสกัดกระเทียมด้วยน้ำร้อน มีฤทธิ์กดการสร้างภูมิคุ้มกันในหนูขาวจะเห็นว่ากระเทียมสามารถทำให้จำนวน เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นซึ่งฤทธิ์นี้จะขึ้นอยู่กับปริมาณของกระเทียม เมื่อให้จำนวนสูงมาก ก็จะทำให้หนูตะเภาตายภายใน 2-3 วัน และเมล็ดเลือดแดงจาก 5 ล้าน เป็น 3.5 ล้าน แต่ปริมาณเมล็ดเลือดขาวมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน
หมายเหตุ : กระเทียมนอกจากใช้เป็นอาหารและเป็นยาแล้ว จะเห็นว่าปัจจุบันนี้กระเทียมยัง สามารถทำรายได้ให้กับประเทศได้ด้วย

 

 


กะทกรก

กะทกรก

ชื่ออื่น ๆ : อังนก น้ำใจใคร่ สอกทอก จากกรด อีทก นางจุม นางชม ผักเยี่ยวงัว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Olax Scandens Roxb.
วงศ์
 :OLACACEAE
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น เป็นพรรณไม้ที่มีลำต้นเป็นเถา ลักษณะลำเถามีหนามขึ้นห่างห่าง เนื้อไม้มีสีขาว
  • ใบ : ใบมีลักษณะปลายใบเรียวแหลม ริมขอบใบเรียบไม่มีหยัก เนื้อไม้บาง ลักษณะของใบคล้ายใบมะยม แต่มีขนาดใหญ่กว่า ใบออกดกทึบ
  • ดอก : ดอกออกเป็นกระจุกตามบริเวณง่ามใบ ดอกมีขนาดสีขาว
  • ผล : ผลมีลักษณะรี หรือกลม มีขนาดเท่ากับเมล็ดบัว

ส่วนที่ใช้ : เนื้อไม้ เปลือก เมล็ด ราก ใบ
สรรพคุณ :

  • เนื้อไม้ มีรสชาติฝาดเฝื่อนเล็กน้อย ใช้เป็นยาคุมธาตุถอนพิษเบื่อเมาทุกชนิด รักษาบาดแผล
  • เปลือก นำมาต้มรมแผลที่เน่าเปื่อย ทำให้แผลแห้ง
  • เมล็ด ทาท้องเด็ก แก้ท้องอืด ทำให้ผายลม วิธีใช้โดยการ ตำเมล็ดให้ละเอียด และผสมกับน้ำสับปะรดลนควันให้อุ่น
    และใช้ทาท้องเด็ก
  • ราก ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ แก้กามโรค
  • ใบ นำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาเบื่อ ขับพยาธิ หรือตำให้ละเอียดเอากากสุมศีรษะ แก้ปวดศีรษะ

 

กุ่มน้ำ

กุ่มน้ำ

ชื่ออื่น ๆ : กุ่มน้ำ (ทั่วไป) รอถะ (ละว้า-เชียงใหม่) อำเภอ (สุพรรณบุรี) เหาะเถาะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crateva magna (Lour.) DC.
วงศ์ : CAPPARIDACEAE
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น: เป็นพรรณไม้ยืนต้น ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 ซม. มีความสูงประมาณ 4-20 เมตร
  • ใบ : ใบออกเป็นช่อ ใบมีลักษณะเป็นรูปหอก หรือรูปขอบขนานปลายใบแหลมเรียว โคนใบสอบแคบ ผิวเนื้อใบค่อนข้างหนา หลังใบมีสีเทาอมน้ำตาล ใต้ท้องใบมีขนระอองเป็นสีเทา เส้นกลางเส้นใบเห็นได้ชัด มีสีค่อนข้างแดงขนาดของใบกว้างประมาณ 0.5-2.5 นิ้ว ยาวประมาณ 2-9 นิ้วก้านใบมีรอยเป็นร่องไปตามยาว ตรงปลายก้านจะมีต่อมสีน้ำตาล มีขนาดประมาณ 1 มม. ขนาดของก้านยาวประมาณ 1.5-5.5 นิ้ว
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ยาวประมาณ 4-6.5 นิ้ว ลักษณะของดอก มีกลีบรองกลีบดอกเป็นรูปไข่ หรือรูปรี ปลายกลีบแหลมเรียว มีขนาดยาวประมาณ2-3.5 มม. กว้างประมาณ 1.2-1.5 มม. สำหรับกลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้างกลม รูปรีหรือรูปไข่ โคนกลีบกลมสอบแคบ ส่วนปลายกลีบจะมน กลีบดอกมีขนาดประมาณ 1.5-3 ซม. กว้างประมาณ 1.5-2 ซม. ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้ ก้านเกสรมีสีม่วงมีทั้งหมดประมาณ 15-25 อัน
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปรี ผิวเปลือกหนามีสะเก็ดบาง ๆ ซึ่งจะเป็นสีเหลืองอมเทาขึ้นอยู่ทั่วไป ผลมีขนาดยาวประมาณ 5-8 ซม.
  • เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปเกือกม้า มีขนาดหนาประมาณ 2-3 มม. ยาวประมาณ 6-9 มม.

ส่วนที่ใช้ : ใบ เปลือก ดอก
สรรพคุณ :

  • ใบ มีกลิ่นหอม รสชาติขม ใช้ต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ยาเจริญอาหาร ยาบำรุง ยาระบาย ขับพยาธิ แก้ปวดเส้น โรคไขข้ออักเสบ เป็นอัมพาต ขับเหงื่อ ใช้ภายนอกเป็นยาถูนวดให้เลือดมาเลี้ยงให้ทั่ว
  • เปลือก ใช้เป็นยาระงับพิษทางผิวหนัง เป็นยาบำรุง ขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ขับน้ำดี ขับน้ำเหลืองเสีย และเป็นยาแก้อาเจียน เป็นต้น

 

 

 


กุ่มบก

กุ่มบก

ชื่ออื่น ๆ : กุ่ม (เลย) กุ่มน้ำบก (ชลบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crateva religiosa Forst. F.
วงศ์ : CAPPARIDACEAE
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น มีความสูงประมาณ 5-15 เมตร
  • ใบ : ใบออกเป็นช่อ ๆ หนึ่งมีราว 3 ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่รีหรือรูปขอบขนานปลายใบแหลมเรียวมีติ่งสั้น ๆ โคนใบสอบแคบ เนื้อผิวใบบาง นิ่ม เส้นแขนงใบมี 7-11 คู่ จะเห็นได้ชัด ขนาดของใบกว้างประมาณ 1.5-4 นิ้ว ยาวประมาณ 3.5-6.5 นิ้ว
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ แกนกลางช่อยาวประมาณ 3-5 ซม.ลักษณะของดอกมีกลีบรองเป็นรูปไข่ ปลายกลีบมน หรือแหลมรี มีขนาดยาวประมาณ 4-7 มม. กว้างประมาณ 1.5-3 มม. กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ หรือรูปรี ปลายกลีบแหลมมี 4 กลีบ กลีบล่างและบน อย่างละ 2 กลีบ กลีบบนจะใหญ่กว่ากลีบข้างล่าง ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้มี 13-18 อัน ก้านชูเกสรมีสีชมพู หรือสีม่วง
  • ผล : ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม หรือรูปไข่ ผลอ่อนพื้นผิวจะเรียบ พอแก้เต็มที่หรือแห้ง พื้นผิวมีสะเก็ดแบน ๆ เป็นสีเทาอมเหลือง ผลมีขนาดกว้างประมาณ 5.5-9.5 ซม. ยาวประมาณ 6-12 ซม.
  • เมล็ด : มีรูปลักษณะคล้าย ๆ รูปหัวใจ กว้างเพียง 5-17 มม. ยาว 10-19 มม.

ส่วนที่ใช้ : เปลือกลำต้น เปลือกราก ใบ ดอก ผล
สรรพคุณ :

  • เปลือกลำต้น ใช้ต้มน้ำกิน เป็นยาแก้ไข้ ช่วยเจริญอาหาร ช่วยย่อย ขับน้ำเหลือง ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย รักษาโรคนิ่ว และใช้ในขณะที่ถูกงูกัดจะช่วยลดพิษได้
  • เปลือกราก ใช้เป็นยาถูนวดให้โลหิตเลี้ยงได้สม่ำเสมอ
  • ใบ ใช้แช่หรือดองน้ำกิน แก้โรคท้องผูก แก้ลม ขับพยาธิ รักษากลากเกลื้อนบนผิวหน้า หรืออาจนำใบไปลนไฟให้ร้อนแล้วเอามาปิดหู ช่วยบรรเทาอาการปวด ปวดศรีษะและ โรคบิด
  • ดอก ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ผล เป็นยาแก้อาการท้องผูก

 

 


กูไฉ่

กูไฉ่

ชื่ออื่น ๆ: กูไฉ่ (จีน-แต้จิ๋ว)
ชื่อสามัญ : Chinese Chive
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium tuberosum Rottler
วงศ์ : ALLIACEAE

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ที่ปลูกมากในประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีน จะมีความสูงประมาณ 20-45 ซม. ทั้งต้นจะมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว
  • ใบ : จะออกจากโคนต้นเป็นเส้นแบน ยาว กว้างประมาณ 1.5-9 มิลลิเมตร ยาว 10-27 เซนติเมตร เป็นสีเขียวแก่ ขอบใบเรียบ ไม่มีขน ปลายใบแหลม ตัวใบเป็นมัน
  • ดอก : จะออกจากโคนต้น สูงขึ้นประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนบนดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบหุ้มช่อดอกเนเยื่อสีขาว มี 1-3 กลีบ ส่วนปลายแหลมดอกย่อยสีขาวมีกลีบอยู่ 6 กลีบ มีรูปกลมรี ยาวประมาณ 4-6 มิลลิเมตร ปลายของมันจะแหลมนมถึงแหลมมาก เรียงสลับกันเป็น 2 ชั้น ก้านเกสรตัวผู้ยาวไม่เกินกลีบดอก เกสรตัวผู้มีจำนวน 6 อัน อับเรณูเป็นสีเหลือง มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อัน รังไข่จะอยู่เหนือกว่าส่วนอื่น ของดอก ภายในจะแบ่งออกเป็น 3 ห้อง เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม
  • ผล : จะมีรูปทรงกลมรี เป็น 3 พู ยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 มิลลิเมตร
  • เมล็ด : ภายในเมล็ดจะเป็นสีดำ รูปทรงกลมรี แบน คล้ายรูปไต
  • ราก : รากมีลักษณะเป็นฝอย มีมาก โดยจะงอกแผ่กระจายไปรอบลำต้น ของมัน
  • เหง้า : จะอยู่ส่วยบนของลำต้นพองออกเล็กน้อย มีลักษณะเป็นรูปกลมสีขาว มีจำนวน 1-3 อัน

ส่วนที่ใช้ :

  • ใบ เมล็ด เหง้า ใบ ใช้ใบสด เมล็ด ใช้สด และนึ่ง หรือคั่วให้สุกแล้วตากแห้ง ร่อนแยกเอาสิ่งเจือปนหรือเปลือกดำออกแล้คั่วให้เหลืองจการนั้นก็นำไปใช้ได้ เหง้า ใช้สด

สรรพคุณ :

  • ใบ จะมีกลิ่นฉุน รสร้อน ช่วยแก้พิษ แมลงสัตว์กัดต่อย ฟกช้ำ บวมเมื่อถูกกระแทก ปวดแน่นหน้าอก ไอเป็นเลือดอาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด น้ำกามเคลื่อน หอบและเป็นยาขับถ่ายลม
    วิธีใช้ คือใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดแล้วคั่นเอาน้ำกิน หรือใช้ผัดให้สุกเป็นอาหาร ใช้ภายนอก ใช้ตำให้ละเอียดคั่นเอาน้ำหยด หรือเอากากพอก หรือต้มเอาน้ำล้างแผล
  • เมล็ด จะมีกลิ่นฉุน รสเค็ม ใช้เป็นยาขับพยาธิเส้นด้าย ยาขับประจำเดือน แก้ปวดเอว บำรุงตับและไต เป็นระดูขาวขับประจำเดือน หนองใน ปัสาวะกระปริบกระปรอยและรดที่นอน
    วิธีใช้ คือใช้เมล็ดแห้งนำมาต้มกิน หรือนำมาบดให้ละเอียดเป็นผงใช้ชงกิน หรือทำเป็นยาเม็ด ใช้ประมาณ 3-10 กรัม
  • เหง้า มีกลิ่นฉุน รสร้อน เป็นยาแก้เจ็นหน้าอก เป็นระดูขาว ขับสิ่งคั่งข้าง อาหารคั่งค้าง ขับประจำเดือน ไอเป็นเลือด ฟกช้ำ บวมเนื่องจกถูกกระทบกระแทก เป็นกลาก และยังทำให้ร่างกายอบอุ่นด้วย
    วิธีใช้ คือ ใช้ต้มเอาน้ำกินใช้ภายนอก ก็โดยการตำหรือบดให้ละเอียดแล้วใช้ทา ปริมาณที่ใช้ ใช้สด 30-60 กรัม

ข้อห้ามใช้ : ห้ามใช้กับบุคคลที่มีร่างกายอ่อนแอ และเป็นโรคผิวหนังที่มีแผลเป็นหนองเรื้อรัง หรือเป็นโรคตา
ตำรับยา

  1. หัวริดสีดวงทวารออกไม่หดเข้า ให้ใช้ใบสด ประมาณ 500 กรัม หั่นเป็นฝอยให้ละเอียดแล้วคั่วให้ร้อน แบ่งเป็น 2 ส่วน ใช้ผ้าห่อแล้วนำมาประคบบริเวณที่เป็น จะทำให้หัวริดสีดวงก็จะหดเข้า
  2. เป็นแผลมีหนองเรื้อรัง ให้ใช้ใบสด ๆ ตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณแผล
  3. มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากการทำงานของกระเพาะอาหารทำงานผิดปรกติ ให้ใช้ใบสด แล้วนำมาคั่นน้ำออกจากใบใช้ประมาณ 60 มิลลิเมตร (1 ถ้วยชาใ
    หญ่) ขิงสดคั่นเอาน้ำประมาณ 15 กรัม (ช้อนคาว) และน้ำนมสดจำนวน 1 แก้ว ให้ผสมกินกับน้ำอุ่น
  4. วิงเวียนหลังคลอดบุตรแล้ว ใช้ใบสด ๆ หั่นให้ละเอียดเอาใส่ขวด เติมน้ำสายชูร้อน ๆ ลงไป แล้วใช้ในการสูดดม
  5. ผิวหนังที่เป็นผื่นคัน ให้ใช้ใบสด ๆ และใบชะเอมจีนอย่างละ 15 กรัม ใช้ผัดหรือต้มกิน
  6. เมื่อมีอาการบวมฟกช้ำเนื่องจากหกล้มหรือถูกกระทบกระแทก ให้ใช้ใบสด ๆ ประมาณ 3 ส่วน ดินสอพอง 1 ส่วน บดให้ละเอียดจนเหลวข้น แล้วใช้ทาบริเวณที่เป็นแผล ให้ทาวันละ 2 ครั้ง
  7. เป็นโรคบิดแบทเทียเรีย ให้ใช้ใบสด ๆ ผัด หรือต้มให้เละกิน
  8. เป็นแผลริดสีดวงทวาร ให้ใช้ใบสด ๆ ขนาดพอเหมาะเอาใส่น้ำต้มให้ร้อน แล้วรินใส่ภาชนะเพื่อให้ไอรมจนน้ำอุ่น หรือไม่ก็ให้ใช้น้ำต้มล้างแผล วัน 2-3 ครั้ง
  9. มีอาการมดลูกหย่อน ให้ใช้ใบสด ๆ ประมาณ 250 กรัม นำมาต้มเอาน้ำล้าง หรือประคบที่บริเวณอวัยวะเพศภายนอก
  10. เมื่อหูเป็นน้ำหนวก ใช้ใบสด ๆ นำมาคั้นเอาน้ำ แล้วใช้ชุบสำลี แล้วทาบริเวณหู หลัวจากที่ทำความสะอาดหูแล้ว
  11. ปวดแน่นบริเวณท้องน้อย ให้นำเอาส่วนที่เป็นเหง้าสดมาคั่นเอาน้ำ ต้มกับมันหมูกิน
  12. เมื่อมีร่างกายอ่อนเพลีย ให้ใช้ส่วนของเมล็ดประมาณ 2 ถ้วยชา ใส่น้ำ 17 ถ้วยชา แล้วต้มกับข้าวสารประมาณ 3 ถ้วยชา จากนั้นก็ให้รินเอาน้ำออกมาประมาณ 6 ถ้วยชา แล้วแบ่งกิน 3 ครั้ง
  13. เมื่อเลือดกำเดาออก ให้ใช้ส่วนที่เหง้าสดบดหรือตำพร้อมกับรากผักชี แล้วนำมาอุดรูจมูกด้านที่มีเลือดออก
  14. เป็นกลาก ให้ใช้ส่วนที่เป็นเหง้า คั่วให้ดำ แล้วบดให้ละเอียดนำผสมกับไขมันหมู ใช้ทาบริเวณที่เป็กลาก

 

ขนุน

ขนุน

ชื่ออื่น ๆ : มะหนุน(ภาคเหนือ ภาคใต้) ขะนู(ชอง-จันทบุรี) นากอ(มลายู-ปัตตานี) ขะเนอ(เขมร) เนน(ชาวบน-นครราชสีมา) นะยวยชะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)ซีคึย ปะหน่อย(กะเหรี่ยง-แม่อ่องสอน) ล้าง (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ปอหล่อบิค (จีน) หมักหมี้(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
ชื่อสามัญ : Jack Fruit Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam.
วงศ์ : MORACEAE

  • ต้น: เป็นพรรณไม้ยืนต้น ลำต้นมีความสูงประมาณ 8-15 เมตร มียางขาวทั้งต้น
  • ใบ : จะออกสวลับกัน และมีลักษณะกลมรียาวประมาณ 7-15 ซม. ตรงปลายใบของมันจะแหลมและสั้นฐานใบจะเรียว ใบอ่อนบางครั้งจะมีรอยเว้าเข้าลึก ๆ 2 รอย แบ่งใบออกเป็น 3 ส่วน หลังใบจะเรียบเป็นมัน เนื้อใบเหนียวคล้ายหนัง ก้านใบยาวประมาณ 1-2.5 ซม. ใบนั้นจะหลุดร่วงง่าย
  • ดอก : จะออกเป็นช่อ และช่อดอกตัวเมียจะอยู่บนต้นเดียวกัน ส่วนช่อดอกตัวผู้จะออกที่ปลายกิ่งหรือง่ามใบ เป็นแท่งยาวประมาณ 2.5 ซม. และมีกาบหุ้มช่อดอกอยู่ 2 กลีบ ดอกย่อยนั้นจะมีเกสรตัวผู้ 1 อัน ช่อดอกตัวเมียเป็นแท่งกลมยาวออกจากลำต้นและกิ่งก้านขนาดใหญ่
  • เมล็ด (ผล) : ผลจะเป็นผลรวม มีลักษระกลมยาวประมาณ 25-60 ซมม. ขนาดใหญ่และอาจหนักถึง 20 กก. ส่วนเนื้อหุ้มเมล็ดอาจจะมีสีเหลือง ถ้าสุกจะมีกลิ่นหอม
  • เปลือกนอก : จะเป็นตุ่มหนามเล้ก ๆ รูปหกเหลี่ยม

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด จะพบปลูกตามสวนหรือบริเวณบ้าน
ส่วนที่ใช้ : เมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ด ใบ ยาง แกนและราก ใช้เป็นยา
สรรพคุณ :

  • เมล็ด ให้ใช้ประมาร 60-240 กรัม ต้มสุกกิน จะมีรสชุ่ม ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด มีน้ำนมน้อยหรือไม่มีน้ำนม ช่วยบำรุงร่างกาย
  • เนื้อหุ้มเมล็ด ให้ใช้สด ผสมกับน้ำหวานกินบำรุงกำลัง หรือจะกินเป็นขนมก็ได้
  • ใบ ใช้สด นำมาตำให้ละเอียด อุ่นแล้วพอกแผล
  • ใบแห้ง ให้บดเป็นผงโรย หรือใช้ผสมทาตรงที่เป็นแผลใช้สำหรับภายนอก รักษาแผลมีหนองเรื้อรัง
  • ยาง จะมีรสจืด ฝาดเล็กน้อย ให้ใช้ยางสด ทาบริเวณที่บวมอักเสบ แผลมีหนองเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองเกิดจากแผลมีหนองที่ผิวหนัง
  • แกนและราก ใช้แห้งประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มน้ำรับประทาน จะมีรสหวานชุ่ม รักษากามโรค และบำรุงเลือด

ตำรับยา
ให้ใชเมล็ด 60-240 กรัม หรือจะใช้เมล็ดนำมาต้มให้สุกกินหรือจะนำมาผสมกับน้ำหวานและกะทิกิน สำหับสตรีหลังคลอด ที่มีน้ำนมน้อยหรือไม่มีน้ำนมใช้กินได้
หมายเหตุ : ผลอ่อน นำมาต้มเป็นผักจิ้มแล้ว ยังมีฤทธิ์ฝาดสมาน รักษาอาการท้องเสีย ผลสุก จะมีกลิ่นหอม เนื้อในจะมีสีเหลืองนำมารับประทานได้หรือผสมกับน้ำหวานรับประทานเป็นขนม เนื้อในสีเหลืองลื่น รับประทานรักษาโรคเกี่ยวกับทรวงอก รับประทานมากจะเป็นยาระบายอ่อน ๆ ใบสด ใช้ต้มน้ำให้สัตว์กิน ช่วยขับน้ำนม และสามารถนำมาเผากับซังข้าวโพดและกะลามะพร้าวให้เป็นเถ้า ใช้เถ้ารักษาแผลที่เป็นแผลเรื้อรัง น้ำยาง จะมี resins ใช้เป็นสารเคลือบวัสดุหรือจะนำมาผสมกับยางไม้อื่นเพื่อทำตังดักนกก็ได้ นอจากนี้ยังใช้เป็นยารักษาโรคซิฟิลิส และขับพยาธิ แกนไม้ ที่เราเรียกว่า กรัก ซึ่งเป็นไม้สีเหลืองเข้มออกน้ำตาล ทำให้ปลวกและราไม่ขึ้น สามารถทำ เฟอร์นิเจอรและอุปกรณ์หรือเครื่องดนตรีได้ดี ประโยชน์ในทางยา จะมีรสหวานชุ่ม ขม สามารถใช้บำรุงกำลังและบำรุงโลหิต ฝาดสมาน รักษาโรคกามโรค นอกจากนี้ยังสามารถนำมาย้อมผ้า โดยการใช้
สารส้มเป็นตัวช่วยให้สีติดและทน ผ้าที่ย้อมจะมีสีเหลืองออกน้ำตาล และยังเป็นยาระงับประสาทและโรคลมชัก
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม