ถ่อน

ถ่อน

อื่น ๆ : ทิ้งถ่อน, ถ่อน, ถินถ่อน, นมหวา นุมหวา (ไทยภาคกลาง), แซะบ้อง, เซะบ้อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ : White Siris
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Albizia procera (Roxb.) Benth.
วงศ์ : MIMOSEAE


ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่ปลูกกันตามข้างถนน ลำต้นเป็นสีขาวนวล ผิวเกลี้ยง มีขนาดเท่าต้นก้ามกราม
  • ใบ : ลักษณะใบก็คล้ายกับใบก้ามกราม
  • ดอก : ดอกนั้นก็เช่นเดียวกันคล้ายกับดอกก้ามกราม
  • ผล : ผลนั้นจะออกเป็นฝัก มีลักษณะแบนและใหญ่

ส่วนที่ใช้ : ใบ เปลือก เปลือกต้น ราก ใช้เป็นยา
สรรพคุณ :

  • ใบ นำไปเผาไฟแล้วผสมกับน้ำยาสูบฉุน ๆ ละลายปูนขาวข้น ๆ ใช้ฉีดฆ่าตัวสัตว์และหนอนได้ดีมากเปลือก นำไปต้มกับรากมะตูม รักษาอาการท้องร่วงและอาเจียน
  • เปลือกต้น ใช้เป็นยารักษาท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นยาเจริญอาหาร บำรุงธาตุ รักษาธาตุพิการและใช้ขับลมผาย
  • รากหรือแก่น นำไปต้มกินรักษาอาการท้องอืด บรรเทาอาการเจ็บหลัง เจ็บเอว และเส้นท้องตึง

ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีในภาคเหนือและภาคกลาง และในกรุงเทพฯ ก็มีปลูกกันบ้างประปราย เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามป่าหญ้าหรือป่าโปร่ง ในที่ต่ำน้ำท่วมถึง

 

กระดอม

กระดอม

ชื่ออื่น : ขี้กาดง ขี้กาน้อย(สระบุรี) ขี้กาเหลี่ยม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ขี้กาลาย (นครราชสีมา) ผักแคบป่า (น่าน) มะนอยจา (ภาคเหนือ) มะนอยหก มะนอยหกฟ้า (แม่ฮ่องสอน) ผักขาว (เชียงใหม่) ดอม (นครศรีธรรมราช)
ชื่อวิทยาศาสตร์Gymnopetalum chinensis (Lour.) Merr.
ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae
ลักษณะทั่วไป :

  • ผลอ่อนแห้งสีน้ำตาล มีลักษณะภายนอกเป็นผลรูปคล้ายกระสวยหรือรูปรี แหลมหัวท้าย ยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร เส้นรอบวง 5-7 เซนติเมตร ผิวสาก มีสัน 10 สัน มีเนื้อสีน้ำตาล เมล็ดรูปรี มีจำนวนมาก เป็นริ้ว ๆ สีน้ำตาลไหม้ มีกลิ่นฉุน

สรรพคุณ:

  • ตำรายาไทย: น้ำต้ม เมล็ด รับประมานเป็นยาลดไข้ แก้พิษสำแลง เป็นยาถอนพิษจากการกินผลไม้ที่เป็นพิษบางชนิด ถอนพิษจากพืชพิษ ขับน้ำลาย ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี บำรุงธาตุ รักษาโรคในการแท้งลูก
  • ผล บำรุงน้ำดี ผลอ่อน รสขม บำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง ดีฝ่อ คลั่งเพ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย เจริญอาหาร แก้สะอึก ดับพิษโลหิต บำรุงมดลูก แก้ไข้ รักษามดลูกหลังการแท้ง หรือการคลอดบุตร แก้มดลูกอักเสบ ถอนพิษผิดสำแดง ต้มน้ำดื่ม บำรุงโลหิต
  • ทั้งห้าส่วน บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ถอนพิษผิดสำแดง แก้ไข้กลับไข้ซ้ำ รักษามดลูกหลังจากการคลอดบุตร เจริญอาหาร บำรุงน้ำดี บำรุงน้ำนม แก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น ดับพิษร้อน

ข้อควรระวัง: ผลอ่อนกินได้ ผลแก่และผลสุกมีพิษห้ามรับประทาน

 

 


กระทืบยอด

กระทืบยอด

ชื่ออื่น ๆ: กะทืบยอด กะทืบยอด (ภาคกลาง); จิยอบต้นตาล (ภาคเหนือ); นกเขาเง้า (โคราช); ทืบยอด (สุราษฎร์); เนี้นซัวเช้า (จีน)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Biophytum sensitivum (L.) DC.
วงศ์: OXALIDACEAE
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น: เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ประเภทเดียวกับต้นหญ้า ลักษณะของลำต้นตรงเป็นปล้องข้อ มีสีแดงเรื่อ ลำต้นสูงประมาณ 10-15 ซม. มีขนาดโตเท่ากับก้านไม้ขีดไฟ
  • ใบ: ลักษณะของใบเป็นใบที่มีขนาดเล็กฝอยเหมือนกับใบกระถิน ก้านใบจะแผ่แบน รวมกันอยู่บนยอด เหมือนกับร่มที่กาง
  • ดอก: ดอกออกเป็นจุก บริเวณบนยอดลำต้น ลักษณะของดอกเป็นดอกขนาดเล็ก มีสีเหลืองสด

การขยายพันธุ์: เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นตามบริเวณที่ชื้นทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้: ลำต้น ราก
สรรพคุณ:

  • ลำต้น เป็นยาแก้ดับพิษร้อนภายใน แก้ปัสสาวะพิการ แก้ไข้ แก้กาฬ แก้สะอึก ใช้ถอนพิษเบื่อเมา วิธีใช้โดย การนำมาต้มเอาน้ำดื่ม
  • ราก แก้โรคหนองใน แก้นิ่ว


เฉียงพร้ามอญ

เฉียงพร้ามอญ

ชื่ออื่น ๆ : กระดูกไก่ดำ (ทั่วไป), กุลาดำ, บัวลาดำ (ภาคเหนือ), แสนทะแมน, ปองดำ (ตราด),กระดูกดำ (จันทบุรี), เฉียงพร้า (สุราษฎร์ธานี), เฉียงพร้าบ้าน, สันพร้ามอญ, ผีมอญ, เฉียงพร้าม่าน, เกียงพา, สำมะงาจีน (ภาคกลาง)
ชื่อสามัญ : –
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gendarussa vulgaris Nees.
วงศ์ : ACANTHACEAE

ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบ ๆ ต้นสีของลำต้นนั้นเป็นสีม่วง สูงประมาณ 1 เมตร
  • ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกใบเป็นคู่ ๆ เรียงกันไปตามข้อต้นลักษณะของใบเป็นรูปหอกแคบ ปลายใบและโคนใบจะแหลม เส้นกลางใบเป็นสีม่วง ขนาดของใบนั้นกว้างประมาณ 0.5 นิ้ว หรืออาจจะกว่านี้เล็กน้อย ยาว 3-4.5 นิ้ว มีก้านใบสั้น
  • ดอก : ออกเป็นช่ออยู่ตรงส่วนยอดของต้น หรือตามปลายกิ่ง ช่อหนึ่งจะยาประมาณ 3 นิ้ว ลักษณะของดอกนั้นเป็นหลอดเล็ก ๆ ปลายดอกจะแยกออกเป็นกลีบ ซึ่งมีกลีบล่างและกลีบบน กลีบล่างนั้นจะโค้งงอเหมือนช้อน ส่วนกลีบบนจะตั้งกลีบดอกมีสีขาวอมเขียวประด้วยสีชมพู เกสรกลางดอกมี 2 อัน
  • ผล : เป็นฝัก ยาวประมาณ 0.5 นิ้ว

การขยายพันธุ์ : เป็นไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด นิยมปลูกเป็นรั้วตามบ้าน
ส่วนที่ใช้ : ใบ ราก
สรรพคุณ :

  • ใบ ในแต่ละประเทศนั้นจะใช้ใบรักษาไม่เหมือนกันแต่ก็ได้ผลไม่น้อยเลย เช่นในอินเดียได้นำใบมาตำแล้วคั้นเอาน้ำดื่มแก้ปวดหัว, มาเลเซียและอินโดนีเซีย มีวิธีใช้เหมือนกัน นำใบมาตำผสมกับเมล็ดเทียนแดงและหัวหอม ใช้พอกแก้ปวดหัว หรือนำใบมาคั้นเอาน้ำทาแก้ปวดท้อง ปวดตามข้อ ถ้าต้มกับน้ำจะเป็นยาบำรุงโลหิตได้, ในฟิลิปปินส์ใช้ใบต้มกับนมทานแก้ฝีฝักบัวและแก้ท้องร่วงอย่างแรง หรือนำใบมาคั้นเอาน้ำดื่มแก้โรคหืดและไอ, ส่วนไทยเรานี้เอาใบตำผสมกับเหล้าคั้นเอาน้ำทานแก้ไข้ ลดความร้อน เป็นยาถอนพิษและเอากากที่เหลือนั้นพอกแผลดูดพิษที่ถูกอสรพิษกัดได้
  • ราก ใช้ทาเด็กที่เป็นเม็ดเป็นตุ่มขึ้นตามตัว

 

ครอบจักรวาฬ

ครอบจักรวาฬ

ชื่ออื่น ๆ : ครอบ, ครอบจักรวาฬ, ตอบแตบ,บอบแปบ,มะก่องเข้า (พายัพ),ก่อนเข้า (เชียงใหม่) โผงผาง ( โคราช ) , ครอบตลับ ครอบฟันสี, หญ้าขัดหลวง, หญ้าขัดใบป้อม, ขัดมอนหลวง
ชื่อสามัญ : Country mallow, Indian mallow
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abutilon indicum (L.) Sweet
วงศ์ : MALVACEAE

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม ลำต้นสูงไม่เกิน 5 ฟุต และจะเป็นขนสีขาวนวล
  • ใบ : ใบจะกลมและโตประมาณ 7 ซม. ใบค่อนข้างหนาจะมีขนสีขาวนวล
  • ดอก : ดอกจะโตประมาณ 2 – 3 ซม. เป็นดอกสีเหลือง
  • ผล : ผลนั้นจะมีลักษณะกลมเป็นกลีบ ๆ คล้ายฟันสีที่ใช้สีข้าวแต่ชนิดนี้ผลจะเป็นรูปตูมๆ ไม่บานอ้า เหมือนชนิดอื่น

ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีขี้นมากทางภาคเหนือ ในระดับสูงตั้งแต่ 1,500 เมตร และในภาคกลางก็มีปลูกบ้าง
สรรพคุณ :

  • ทั้งต้น – รสชุ่ม สุขุม ไม่มีพิษ ใช้แก้ร้อน ชื้น ฟอกเลือด แก้ท้องร่วง หูอื้อ หูหนวก แผลบวมเป็นหนอง โรคเรื้อน ปัสสาวะขัด เจ็บ ขุ่น คางทูม ขับลม เลือดร้อน
  • ราก – รสจืด ชุ่ม เย็น ใช้แก้ร้อน ชื้น ฟอกเลือด แก้ไอ หูหนวก หูชั้นกลางอักเสบ เหงือกอักเสบ คอตีบ ปวดท้อง ท้องร่วง ริดสีดวงทวาร ขับปัสสาวะ
  • เมล็ด – ใช้แก้บิดมูกเลือด ฝีฝักบัว
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
  • ทั้งต้นแห้ง 30- 60 กรัม ต้มน้ำดื่มหรือตุ๋นกับเนื้อไก่รับประทาน ใช้ภายนอก ตำพอก
  • รากแห้ง 10- 15 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ตำพอก หรือต้มน้ำชะล้าง
  • เมล็ดแห้ง 3.2 กรัม บดเป็นผงรับประทาน วันละ 3 ครั้ง
ตำรับยา :
  • แก้ผื่นคัน เนื่องจาการแพ้  ใช้ทั้งต้นแห้ง 30 กรัม ผสมกับเนื้อหมู (ไม่เอามัน) พอประมาณ ตุ๋นน้ำรับประทาน
  • แก้ริดสีดวงทวาร ใช้ราก 150 กรัม ต้มเอาน้ำข้นๆ ดื่มประมาณ 1 ถ้วยชา ที่เหลืออุ่นเอาไอรมที่ก้นพออุ่นๆ ทนได้ ใช้รมวันละ 5-6 ครั้ง เอาน้ำอุ่นๆ ชะล้างแผล
  • แก้หกล้ม เป็นบาดแผลหรือร่างกายอ่อนแอ ไม่มีกำลัง ใช้รากแห้ง 60 กรัม ต้มกับขาหมู 2 ขา ผสมกับเหล้าเหลือง 60 กรัม ต้มน้ำรับประทาน
  • แก้ข้อมือข้อเท้าอักเสบ หรือแผลอักเสบที่ทำให้กล้ามเนื้อลีบ ใช้รากแห้ง 30 กรัม ผสมน้ำ และเหล้าอย่างละเท่าๆ กัน ตุ๋นรับประทาน
  • แก้คอตีบ ใช้รากสด 30 กรัม ต้มน้ำดื่ม หรืออาจะเพิ่มรากหญ้าพันงู ( Achyranthes aspera L. A. Bidentata BL., A.longiforia Mak. ) สด กับรากว่านหางช้าง ( Belamcanda. Chinensis DC. ) สด พอสมควร ตำคั้นเอาน้ำมามาผสมกับปัสสาวะให้เด็กรับประทาน
  • แก้หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง ใช้รากแห้ง 15- 30 กรัม ข้าวเหนียว 1 ถ้วย หรือเนื้อหมูไม่ติดมัน หรือเต้าหู้แทนก็ได้ ในปริมาณสมควร ต้มน้ำรับประทาน
  • ใช้แก้รากฟันเน่าเป็นหนอง ใช้รากแห้ง 15 กรัม ผสมน้ำตาลแดงพอสมควร ต้มน้ำดื่มหรือใช้รากแห้ง แช่น้ำส้มสายชู 1 ชั่วโมง แล้วเอาผ้าห่ออมไว้ในปากบ่อยๆ
  • แก้บิดมูกเลือด ใช้เมล็ดคั่วให้เกรียม บดเป็นผง รับประทานพร้อมกับน้ำผึ้ง ครั้งละ 3.2 กรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
  • แก้ฝีฝักบัว ใช้เมล็ด 1 ช่อ บดเป็นผงชงน้ำสุกอุ่นๆ รับประทานแล้วเอาใบสดตำผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำตาลแดง พอกที่แผล

 

 


หญ้าไข่เหา

หญ้าไข่เหา

ชื่อสามัญ    หญ้าไข่เหา ( ลำปาง )
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และเกษตร เป็นพืชค้างปี (annual) พบขึ้นอยู่ตามชายป่า ใต้ที่ร่มและชุ่มชื้น มีกิ่งแขนงแตกออกจากซอกใบจำนวนมาก ลำต้นทอดเลื้อยปลายยอดตั้งชันขึ้น (ascending) ความสูงของต้น 71.28- 145.18 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 3.95- 7.67 มิลลิเมตร ลำต้นกลมและค่อนข้างเหนียว สีเขียวเข้มผิวมัน มีขนสีขาวยาวประมาณ 2 มิลลิเมตรปกคลุมจำนวนมาก ข้อ (node) สีเขียวมีขนสีขาวคลุมรอบๆหนาแน่น ลักษณะของข้อพองออกเล็กน้อย ข้อที่แตะดินไม่มีรากงอก ใบเป็นแบบรูปใบหอก (lanceolate) โคนใบมน แผ่นใบกว้าง ปลายใบเรียวแหลม (acuminate) ใบยาว 23.29- 27.43 เซนติเมตร กว้าง 1.62- 1.96 เซนติเมตร เส้นกลางใบ (mid rib) ด้านหน้าใบจากโคนใบถึงกลางใบเป็นร่องเห็นชัดเจน ด้านหลังใบเป็นสันเล็กค่อนข้างแข็ง สีใบเขียวเข้ม ผิวใบค่อนข้างหนาและนุ่ม มีขนสีขาวยาวประมาณ 2 มิลลิเมตรปกคลุมหนาแน่น ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยถี่ (serrulate) กาบใบ (sheath) สีเขียวเข้มมีขนคลุมจำนวนมาก บริเวณขอบกาบใบมีขนยาว 3-4 มิลลิเมตรขึ้นอยู่จำนวนมาก กาบใบกลมหุ้มลำต้น ความยาวกาบใบ 5.66- 7.66 เซนติเมตร ลิ้นใบ (ligule) เป็นแผ่นเยื่อขอบลุ่ยเป็นเส้นๆ (membranous frayed) ยอดอ่อนโผล่แบบม้วน (rolled in bud) ออกดอกช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อแยกแขนง (panicle) ช่อดอกมีช่อดอกย่อยจำนวนมาก กลุ่มดอกดกหนาแน่น ช่อดอกสดสีเขียวอมเหลืองอ่อนมีน้ำเหนียวจับจะติดมือ ช่อดอก (inflorescence) ยาว 21.0- 35.3 เซนติเมตร ส่วน Head ยาว 19.5- 26.5 เซนติเมตร ช่อดอกย่อยยาว 7.13- 11.53 เซนติเมตร กลุ่มดอกย่อย (spikelet) เกาะกันอยู่เป็นคู่ๆ มีก้านดอกยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร กลุ่มดอกย่อยรูปรี ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มีกาบหุ้ม (glume) บนยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร glume ล่างยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร glume บนมีดอก (floret) ที่มี lemma และ palea หุ้มเป็นดอกสมบูรณ์เพศ (fertile) floret ล่างเป็นดอกหมัน (sterile) ดอกแก่ร่วงทั้งชุด
แหล่งที่พบและเก็บรวบรวมพันธุ์ พบขึ้นอยู่ใน ที่ร่มเงาและชุ่มชื้น ริมหนองน้ำ ดินร่วน ร่วนปนเหนียว พื้นที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 124- 442 เมตร เช่นเขตพื้นที่ตำบลบ้านโป่ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล (PC 386, PC 585, SN 43 )
คุณค่าทางอาหาร  อายุประมาณ 40 วัน มีค่า โปรตีน 12.90 เยื่อใยส่วน ADF 31.60 NDF 56.72 แคลเซียม 0.66 ฟอสฟอรัส 0.25 โปแตสเซียม 1.82 มิโมซีน 0.89 ไนเตรท 36.62 ppm. กรดออกซาลิค 0.82 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แทนนิน 0.50 เปอร์เซ็นต์
การใช้ประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติสำหรับแทะเล็มของ โค กระบือ ปลูกขึ้นปรับตัวได้ดีในสภาพดินเหนียวเนื้อละเอียดและดินเหนียวปนลูกรัง

 

 


ระย่อม

ระย่อม

ชื่ออื่น ๆ : กะย่อม (ใต้), เข็มแดง, ย่อมตีนหมา (เหนือ-พายัพ), กอเหม่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ละย่อม(สุราษฎร์), ตูมคลาน, มะโอ่งที, คลาน, สะมออู (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz
วงศ์ :   Apocynaceae
ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม ขนาดเล็ก ลำต้นจะมีความสูงไม่เกิน 60 ซม. เปลือกจะเป็นสีขาว และมีน้ำยางสีขาว จะผลัดใบในฤดูแล้ง และจะผลิใบใหม่ในฤดูฝน ส่วนดอกนั้นจะออกต้นฤดูหนาว
  • ใบ : จะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ลักษณะใบจะเป็นรูปรีแกมรูปหอก ตรงปลายใบแหลม ใบจะมีความกว้างประมาณ 1.5-10 ซม. และมีความยาวประมาณ 5-21 ซม.
  • ดอก : จะออกเป็นช่อสีขาว ชมพู หรือสีแดง ลักษณะดอกคล้ายดอกเข็ม ก้านดอกจะเป็นสีแดง มีกลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ มีลักษณะเป็นหลอโค้งเล็กน้อย
  • ผล : ผลอ่อนจะเป็นสีเขียว ส่วนผลสุกจะเป็นสีดำ ผลนั้นจะมีลักษณะเป็นผลแฝดติดกันตรงโคนด้านใน และจะอุ้มน้ำ ผลจะมีความยาวประมาณ 1-1.8 ซม.

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : รากสด รากแห้ง น้ำจากใบ ดอก เปลือก
สรรพคุณ :

  • รากสด : เป็นยารักษาหิด
  • รากแห้ง : เป็นยาลดความดันโลหิตสูง เป็นยากล่อมประสาท ทำให้ง่วงนอน และอยากอาหาร
  • ดอก : แก้โรคตาแดง
  • น้ำจากใบ : ใช้รักษาโรคแก้ตามัว
  • เปลือก : แก้ไข้พิษ
  • กระพี้ : บำรุงโลหิต

 

 

มะกล่ำตาหนู

มะกล่ำตาหนู

ชื่ออื่น ๆ : กล่ำตาไก่, มะกล่ำเครือ, กล่ำเครือ, มะแค้ก, มะกล่ำแดง (ภาคเหนือ-เชียงใหม่), ชะเอมเทศ, ตากล่ำ (ภาคกลาง), เกมกรอม (สุรินทร์), มะขามเถา, ไม้ไฟ (ตรัง), โทวกำเช่า, เซียงจือจี้ (จีน-แต้จิ๋ว)
ชื่อสามัญ : American Pea, Prayer Beads, Rosary. Pea, Crab is Eye Vine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abrus precatorius Linn.
วงศ์ : PAPILIONACEAE
ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้เถา มีลำต้นเล็กยาว ลำต้นมีขนสั้น ๆ ขึ้นประปราย
  • ใบ : ใบออกเป็นใบรวม มีใบย่อยเรียงสลับกันคล้ายขนนก ยาวประมาณ 1.5-4 นิ้ว ใบย่อยออกเรียงกันประมาณ 8-20 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปกลมรี หรือกลมยาว ปลายใบแหลมมน โคนใบกลมมน ริมขอบใบเรียบ พื้นผิวใบเกลี้ยง ใบมีขนาดยาวประมาณ 5-20 มม. กว้างประมาณ 3-8 มม. ใต้ท้องใบมีขนขึ้นเล็กน้อย
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ หรือเป็นกระจุกแน่นติดกัน ซึ่งออกตามบริเวณง่ามใบ ลักษณะของดอกมีกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวเรียงซ้อนกันไปตามเข็มนาฬิกา กลีบมีรอยหยัก 4 รอย มีสีขาว ผิวข้างนอกมีขนนุ่มปกคลุม มีความยาวประมาณ 3 มม. กลีบดอกด้านล่างมีกลีบแหลมเล็กอยู่ 3 กลีบ กลีบด้านบนมีขนาดใหญ่กว่ากลีบด้านบน ดอกคล้ายดอกจำพวกตระกูลถั่ว
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นฝัก ตัวฝักพองเป็นคลื่นเมล็ด ลักษณะของฝักเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนปลายฝักจะแหลมยื่นออกมา ฝักอ่อนมีสีเขียว เนื้อเปลือกฝักจะเหนียว เมื่อแก่ หรือแห้ง ฝักนั้นจะแตกอ้าออกจากกัน ข้างในฝักมีเมล็ดอยู่ 1-5 เม็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปกลมรี มีสีแดง บริเวณขั้วมีจุดสีดำ ผิวเรียบเกลี้ยง เมล็ดเหนียวและแข็ง

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามบริเวณที่ที่มีความชื้น เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท มีการขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ลำต้นและราก ใบ เมล็ด
สรรพคุณ :

  • ลำต้นและราก ใช้ลำต้นและรากแห้ง ใช้ประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มเอานำกินเป็นยาแก้เจ็บคอ ไอแห้ง ขับปัสสาวะ หลอดลมอักเสบ ตับอักเสบ และเป็นโรคดีซ่าน เป็นต้น
  • ใบ ใช้ใบสด ประมาณ 20-30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ตับอักเสบ กระตุ้นน้ำลาย ขับปัสสาวะ หล่อลื่นปอด แก้ปวดบวมตามข้อ ปวดตามแนวประสาท หรือใช้ภายนอกโดยนำมาตำให้ละเอียดแล้วใช้น้ำผึ้งหรือน้ำมันพืชผสม ใช้ทาหรือพอก บริเวณที่บวมเจ็บ หรือจุดด่างดำบนใบหน้า
  • เมล็ด ใช้เมล็ดแห้ง ใช้เฉพาะทาภายนอก นำมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำ น้ำมันมะพร้าว หรือเกลือ ใช้พอกหรือทา กลากเกลื้อน หิด ฝีมีหนอง แก้โรคผิวหนัง บวมอักเสบ และใช้เป็นยาฆ่าแมลง เป็นต้น

ข้อห้ามใช้ : เมล็ดมีพิษมาก ห้ามใช้รับประทาน
อื่น ๆ : เมล็ดมีโปรตีนที่มีพิษ ประมาณ 0.5 มก. มีผลทำให้เกิดอาการเป็นพิษได้

 

มะเขือพวง

มะเขือพวง

ชื่ออื่น :  มะเขือละคร ,หมากแค้ง, มะแคว้งกูลัว, มะแคว้งกูลา, มะแว้ง, มะแว้งช้าง, รับจงกลมปอลอ, ปอลือ, เขือข้อย, เขือพวง, ลูกแว้ง, แว้งช้าง, เขือเทศ, ตะโกงลาโน, จะเคาะค่ะ, หมากแข้ง, มะแขว้ง, มะแข้งคม, มะเขือป้าว, (ภาคเหนือ) มะเขือฝรั่ง, (กรุงเทพฯ) มะเขือขาว, มะเขือจานมะพร้าว, มะเขือกระโปกแพะ, มะเขือจาน (ภาคกลาง) สะกอวา, ยั่งมูไล่, (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เกียจี้ (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum torvum Sw.
ชื่อวงศ์  : SOLANACEAE
ชื่อสามัญ : Plate brush egg plant
ลักษณะทั่วไป :

  • เป็นไม้ข้ามปี ต่างจากมะเขืออื่นๆ ที่เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูง ๑-๓ เมตรเป็นต้นเดี่ยวจากดินแตกพุ่มด้านบน เป็นไม้พุ่มมีหนาม
  • ใบ รูปไข่กว้าง ขอบใบเรียบหรืออาจเว้าเป็นรอยหยัก เรียงตัวแบบตรงข้าม ใบมีขนปกคลุม
  • ดอก เป็นดอกช่อ ดอกทรงแตรมีกลีบปลายแหลม ๕ กลีบสีขาวหรือม่วง เกสรสีเหลือง
  • ผล เป็นผลแบบเบอร์รี่ อยู่เป็นช่อ ดอกหนึ่งๆ จะติดผลตั้งแต่ ๒-๓ ผลจนถึง ๑๐ ผล ผลมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๑ เซนติเมตร ผลอ่อนมีเปลือกสีเขียวหนาและเหนียว ลักษณะผลคล้ายเมล็ดถั่วลันเตา เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีส้มแดง เนื้อผลบาง ภายในเต็มไปด้วยเมล็ดกลม แบนสีน้ำตาลอัดแน่นผลละ ๓๐๐-๔๐๐ เมล็ด ผลมีรสขมกินได้

*** ปัจจุบันในประเทศไทยมีมะเขือพวงพันธุ์ไร้หนามแล้ว
การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด,การปักชำลำต้น,การปักชำราก,การปักชำยอด,การตอนกิ่ง หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบ ผล ราก
สรรพคุณ :

  • ลำต้น สรรพคุณ ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ปวด ฟกช้ำ
  • ใบ สรรพคุณ ห้ามเลือด แก้ฝีบวม มีหนอง
  • ผล สรรพคุณ ขับเสมหะ
  • ราก รักษาแผลแตกบริเวณเท้า รากยังใช้ผสมเป็นยาแก้ไข้ ขับเสมหะ
  • ทั้งต้น ใบ และผล รสจืด เย็นและมีพิษเล็กน้อย ทำให้เลือดหมุนเวียนดี แก้ปวด ฟกช้ำ ตรากตรำทำงานหนัก กล้ามเนื้อบริเวณเอวฟกช้ำไอเป็นเลือด ปวดกระเพาะ ฝีบวมมีหนองและอาการบวมอักเสบ
  • รากใช้พอกเท้าแตกเป็นร่องเจ็บ

 

 


รกฟ้า

รกฟ้า

ชื่ออื่น ๆ : กอง (อุตรดิตถ์-สุโขทัย-พิษณุโลก-สงขลา), ชะลีก (เขมร-บุรีรัมย์), สพิแคล่ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), เชือก, เชียก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-อีสาน), คลี้ (ส่วย-สุรินทร์), เชือก (สุโขทัย), ฮกฟ้า (พายัพ), ชะลีก (เขมร-พระตะบอง)
ชื่อสามัญ : T. tomentosa W. & A.
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia alata
วงศ์ : COMBRETACEAE
ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ จะแตกกิ่งก้านสาขาตรงเรือนยอดของต้น ซึ่งแน่นทึบ เปลือกของลำต้น จะเป็นสีเทาค่อนข้างดำ และแตกเป็นสะเก็ด ลำต้นจะมีความสูงประมาณ 10-30 เมตร
  • ใบ : จะเป็นสีเขียว เมื่อใบยังอ่อนจะมีขนเป็นสีน้ำตาล ปกคลุมประปราย แต่เมื่อแก่ขนนี้ก็จะหลุดร่วงไปเอง ลักษณะของใบจะเป็นรูปมนรี ตรงปลายใบและโคนใบจะมน ตรงปลายจะเป็นติ่งทู่ ๆ ยาวออกมาเล็กน้อย ขอบใบเป็นคลื่น ๆ ใบจะมีความกว้างประมาณ 3-5 นิ้ว และยาว 5-12 นิ้ว
  • ดอก : เวลาที่รกฟ้าจะออกดอกนั้น จะต้องผลัดใบออกหมดก่อนแล้วดอกจะแตกออกเป็นสีขาวสะพรั่งเต็มต้น ดอกของพรรณไม้นี้จะออกเป็นช่อ ๆ และมีขนาดเล็ก ดอกบานเต็มที่ประมาณ 3-4 มม.
  • ผล : จะเป็นแบบผลแห้ง แข็ง มีความกว้างประมาณ 2.5-5 ซม. และยาวประมาณ 0.3-0.4 ซม. จะมีปีกหนาและเป็นมัน กว้างกว่าผลประมาณ 5 ซม. จะมีเส้นปีกลากจากแกนกลาง ไปยังขอบปีกในแนวราบ เป็นจำนวนมาก ภายในผลจะมีอยู่ 1 เม็ด

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ราก และเปลือก ใช้เป็นยา
สรรพคุณ :

  • ราก ใช้ขับเสมหะ
  • เปลือก นำไปต้มน้ำกินรักษาอาการท้องร่วง อาเจียน ขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ใช้ภายนอกเป็นยาห้ามเลือด และใช้ชะล้างบาดแผล